นิโคลีน พิชาภา ก้มกราบเท้าแม่อย่างสุดซึ้ง ดีใจคว้ารองอันดับ 1 “มิสเวิลด์ 2018”

นิโคลีน พิชาภา เป็นอีกหนึ่งคนที่ไปสร้างชื่อเสียงกลับมาให้ประเทศไทย สำหรับนางงามสาว นิโคลีน-พิชาภา ลิมศนุกาญจน์

นิโคลีน พิชาภา หลังสร้างประวัติศาสตร์คว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 การประกวดสาวงามนานาชาติ มิสเวิลด์ 2018 และตำแหน่ง ควีน ออฟ เอเชีย ณ ประเทศจีน จากสาวงามผู้เข้าประกวด 118 ชาติ

ล่าสุด ช่วงบ่ายของวันนี้ (20 ธ.ค.) นิโคลีน ได้เดินทางกลับประเทศไทย ท่ามกลางขบวนกลองยาวที่บรรเลงบทเพลงสุดครึกครื้น พร้อมสื่อมวลชนและประชาชนที่มารอต้อนรับอย่างอบอุ่น ซึ่งพอมาถึงเธอก็ได้ตรงเข้ากราบเท้าคุณแม่ที่มารอต้อนรับในครั้งนี้อีกด้วย

งานนี้เจ้าตัวจึงถือโอกาสเปิดใจกับสื่อมวลชนให้ฟังเป็นครั้งแรก โดยได้เผยถึงความรู้สึกให้ฟังแฟนๆ ได้ฟังอีกด้วย

มีอะไรอยากจะบอกแฟนๆ ชาวไทยที่ให้การสนับสนุนไหม ?

“ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ สำหรับทุกๆ คน ที่ช่วยโหวต ช่วยไลค์รูป ช่วยแชร์ และเป็นกำลังใจให้เสมอ ขอบคุณทุกๆ คนนะคะ”

ตอนที่เราไปตั้งเป้าไว้ไหม ว่าจะเข้ารอบขนาดนี้ ?

“ตั้งเป้าไว้ว่า เราจะทำให้ดีที่สุดเพื่อประเทศไทย เราอยากให้สายสะพายประเทศไทย เข้ารอบให้ลึกที่สุด แล้วก็ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำได้ เพื่อที่จะไปยืนอยู่ตรงจุดนี้ ภูมิใจมากๆ ค่ะ”

ตลอดเวลาในการเก็บตัว รวมถึงวันประกวด มันเครียดหรือกดดันยังไง ?

“จริงๆ แล้วก็จะเหนื่อยมากกว่าค่ะ เรื่องเวลาตื่น เวลาไปทำกิจกรรม แต่ว่าสิ่งที่ทำให้หายเหนื่อย อย่างแรกเลยก็คือแฟนๆ ชาวไทย ส่วนเราก็พยายามมีเพื่อนอยู่ที่กองเยอะๆ จะมีเพื่อนสนิทเป็น แคนาดา อเมริกา เม็กซิโก อะไรแบบนี้ค่ะ”

หลายคนชื่นชมว่าเราทำตามที่ตัวเองพูดไว้จริงๆ ว่าจะทำให้คนไทยมีความสุข ?

“อยากให้ทุกคนมีความสุข เพราะว่าอย่างที่เคยพูดว่า เราไม่ได้อยู่บนเวทีนี้คนเดียว การประกวดคือเป็นสิ่งที่มากกว่าตัวเอง เพราะว่าเราไม่ได้ใส่สายสะพายแค่ชื่อของเรา เราไปทั้งประเทศ อยากให้ทุกคนแฮปปี้ ดีใจ และก็แฮปปี้ที่ทุกคนส่งข้อความเข้ามาว่าภูมิใจ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราดีใจมากที่สุด”

มงกุฎที่ใส่มาวันนี้ คือมงกุฎของรองอันดับหนึ่งใช่ไหม ?

“มงกุฎอันนี้ จะเป็นเป็นมิสเวิลด์เอเชียค่ะ”

ได้สองมงกุฎเลย ?

“ใช่ค่ะ อีกอันคือมงกุฎรองอันดับหนึ่งมิสเวิลด์ค่ะ”

ทำไมถึงเลือกมงกุฎควีนออฟเอเชียใส่วันนี้ ?

“จริงๆ แล้ว เพิ่งใส่ไปที่งานเทศกาลหนังที่ไห่หนาน เป็นรองอันดับหนึ่งมิสเวิลด์ ก็อยากให้คนไทยได้เห็นทั้งสองมงกุฎ”

ตอนประกาศผลเรารู้สึกอย่างไรบ้าง ?

“ตอนนั้นคือหูดับ แล้วก็มันเงียบมากๆ ขนาดเงียบแล้วยังไม่ได้ยินเลยว่าเขาประกาศว่าประเทศอะไร แต่พอได้ยินไทยแลนด์ เรารู้สึกว่าเราเข้าไปลึกมากแล้วนะ นี่คือประวัติศาสตร์ของประเทศไทย แล้วก็เดินขึ้นไปอย่างภูมิใจ ว่าเราได้ยืนอยู่จุดนี้ นี่คือจุดที่ลึกที่สุดที่ประเทศไทยเคยเข้ารอบ ก็แฮปปี้มากๆ ค่ะ”

บอกกับตัวเองว่าอะไร ตอนที่ไปอยู่ตรงนั้น ?

“บอกกับตัวเองว่า อย่าล้มๆ นี่คือโมเมนต์ที่สำคัญมากๆ (หัวเราะ) ห้ามล้มเด็ดขาด”

ตอนที่ยืนลุ้นตอนนั้นคิดอะไรอยู่ ?

“ตอนนั้นเรายืนอยู่คนเดียว ก็รู้สึกว่ากังวล เริ่มเหงื่อออกที่มือ เราจะเข้าไปถึงไหม เขาจะเรียกเราไหม หรือเราจะหยุดแค่ท็อป 5 ก็ภาวนาว่าให้เข้ารอบเถอะ เข้าไปให้ลึกที่สุดเถอะ อย่างน้อยก็รอง ไม่ก็มง ตอนนั้นรู้สึกกดกัน แต่ว่าเราเห็นป้ายชื่อเรา เห็นธงไทยอยู่ในข่าว เราก็รู้สึกแฮปปี้แล้ว”

คิดว่าอะไรคือจุดแข็งของเรา ?

“จริงๆ แล้วการที่เราเป็นตัวของตัวเอง บวกกับการที่เราทำโครงการจิตอาสา เรารักในสิ่งที่ทำจริงๆ แล้วก็เราสามารถที่จะสื่อสารกับทุกๆ คนได้ โดยที่เรารักในการทำงาน รักในการสื่อสาร”

อะไรคือความยากที่แข่งกับ 120 ประเทศ ?

“ทุกคนเก่งหมด สวยหมด มีความสามารถ ความแข็งแรง มีทัศนคติที่ดีทุกๆ คน แล้วแต่ว่าปีนั่นเขาจะหาใคร 120 ประเทศ ทุกคนเป็นมิสเวิลด์ได้หมดเลย รู้สึกว่าเราโชคดีมากที่คุณจูเลีย (ประธานการประกวดมิสเวิลด์) ได้เลือกเรา”

ในอนาคตต่อไป เราวางแผนไว้อย่างไรบ้าง กับการปฎิบัติหน้าที่ของเรา ?

“ก็ปีนี้จะมี Beauty with a purpose ทัวร์ที่จะไปต่างประเทศ ที่แรกก็คือทางแอฟริกา เม็กซิโก ไทยแลนด์ เขาก็จะมาเยี่ยมเรา เป็นโครงการจิตอาสา แล้วก็อาจจะเยี่ยมอินเดีย จะเริ่มเดือนพฤษภาคมค่ะ”

นิโคลาเราวางแผนอย่างไรต่อกับโครงการ Love for All ?

“กับโครงการ Love for All ที่ต้องการส่งเสริมและพัฒนาความสามารถของเด็กออทิสติกให้ออกสู่ระดับสากล คุณจูเลีย มอร์ลีย์ ประธานของการประกวดมิสเวิดล์ ก็จะมาในประเทศเรา มาช่วยโครงการของนิโคล และช่วยผลักดันให้ไปถึงต่างประเทศ และทั่วโลก”

ได้คุยกับน้องชายหรือยัง เพราะน้องชายเป็นแรงบันดาลใจ ให้เราก้าวมาอยู่ตรงนี้ ?

“น้องส่งวีดีโอมาให้ เรานั่งดูอยู่ในรถก่อนที่จะขึ้นประกวด น้ำตาไหลเลย น้องบอกว่าเราทำได้อยู่แล้ว น้องพูดแค่ไม่กี่คำ แต่เรารู้ว่าน้องเราจริงใจ แล้วเขาไม่ได้อยากให้เราได้ที่หนึ่งอย่างเดียว เขาอยากให้เราแฮปปี้ อยากให้เรามีความสุข แล้วเราก็อยากให้น้องมีความสุขเหมือนกัน”

ย้อนกลับไปตอนประกวด ตอนที่ตื่นเต้นที่สุดคือตอนไหน ?

“ตอนควงธงค่ะ คือเราขึ้นเวทีตอนแรกๆ แล้วคนในสตูดิโอ ทุกคนตื่นเต้นมากๆ หลังเวทีเรารอกันมานานแล้ว เพื่อที่จะเริ่มโชว์นี้ แล้วก็เสียวมากว่าเราจะทำธงตก เพราะเราได้โอกาสที่ยิ่งใหญ่แล้ว ที่ประเทศไทยได้ไปนำแดนซ์ เราก็รู้สึกกดดัน แล้วก็กลัวมากๆ แต่ดีใจที่รับได้ทุกอย่าง และทำออกมาได้โอเค”

รู้ไหมว่าการที่เราได้เป็นคนนำ เป็นความภูมิใจของแฟนๆ ชาวไทย ?

“รู้ค่ะ แต่ก็พยายามเก็บเป็นความลับนานมากๆ จริงๆ แล้วรู้ก่อนทุกคน 3 อาทิตย์เลย เก็บไว้นานมาก แม่ยังไม่รู้เลย แล้วธงมิสเวิลด์ที่มาจากเมืองไทย ก็บอกแค่คนเดียวในประเทศไทยว่าช่วยสั่งธงให้หน่อย เพราะเราอยากให้ทุกคนมีความสุข และตะลึง เราซ้อมทุกวันเลยค่ะ ที่ไม่มีกิจกรรม ถ้ามีกิจกรรมเราก็ต้องออกไปซ้อมเอง เพราะเราไม่อยากพลาด อยากให้ทุกคนแฮปปี้ในโชว์ของเรา”

เพื่อนนางงามต่างชาติเขารู้สึกยังไงกับสายสะพายไทยแลนด์ ในเวทีมิสเวิลด์ ?

“ประเทศอื่นเขาได้เห็นแล้วว่าไทยแลนด์ของเรา คนไทยมีศักยภาพ สามารถที่จะไปยืนตรงจุดมิสเวิลด์ได้ เราแข็งแรง มั่นใจ ฉลาด และสามารถช่วยคนอื่นได้เสมอ รู้สึกว่าต่างประเทศเขาเข้าถึงเอเชียมากขึ้น ได้ยินมาหลายๆ ปีว่าเขาจะเกาะกลุ่มกัน พวกเอเชีย พวกอเมริกา พวกแอฟริกา เขาจะเกาะกลุ่มกัน แต่ปีนี้รู้สึกว่านิโคลกับเพื่อนๆ เราสามารถที่จะดึงคนที่มาจากแอฟริกาเข้ามาในกลุ่มเรา มานั่งคุย ก็รู้สึกดีใจมากๆ ที่เราได้แชร์วัฒนธรรมของเรา”

นางงามเวลาไปประกวดจะเจอเรื่องเขม่นกัน เราเจอบ้างไหม ?

“ไม่เจอเลยค่ะ ก็กลุ่มของเราเราจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เราเป็นทีมที่แข็งแรงมาก ทุกคนรักกัน ช่วยกันเสมอ เรดทีมของเราก็จะมา แคนาดา โครเอเชีย พม่า และอีก 40 กว่าคนค่ะ”

มาถึงวันนี้คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในเส้นทางนางงามอย่างที่ฝันไว้หรือยัง ?

“รู้สึกว่าประสบความสำเร็จแล้วค่ะ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้มิสเวิลด์ แต่เรารู้สึกว่านี้คือความภูมิใจของประเทศ และอยากก้าวต่อไปค่ะ”

ปีหน้าเราจะเอาประสบการณ์ของเรา มาช่วยสอนรุ่นน้องอย่างไรบ้าง ?

“ก็อย่างแรกเลยที่มิสเวิลด์เราจะต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง เพราะว่าเดือนหนึ่งอยู่คนเดียว ต้องทำเองทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็จะพร้อมรับน้องใหม่ปีหน้านะคะ ใครอยากมาประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ สามารถเข้ามาได้เลยนะคะ พี่สัญญาว่าพี่จะช่วยน้องให้มากที่สุด ถ่ายทุกสิ่งทุกอย่างค่ะ”

วันนี้กลับไปบ้านเจอน้อง สิ่งแรกที่จะทำคืออะไร ?

“คือน้องอยู่ที่อเมริกานะคะตอนนี้ น้องโทรมาเมื่อวานว่าอยากไปดิสนีย์แลนด์ เพราะเห็นเราไป ก็สัญญากับน้องไว้ว่าเดี๋ยวพาไปดิสนีย์แลนด์ ให้พี่เก็บตังแป๊บหนึ่ง ให้พี่ทำงานก่อน ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ จะทำงานเพื่อพาน้องไปดิสนีย์แลนด์ค่ะ (ยิ้ม)”

กลับมาไทยแล้ว อยากกินอะไร ?

“ชาบูค่ะ (หัวเราะ) ที่จีนอาหารโอเค อร่อยค่ะ แต่ไม่เหมือนบ้านเรา การกินกับเพื่อนๆ กับครอบครัว มันรู้สึกมีความสุขมากกว่า”

การที่เราได้บอกถึงโครงการ Love for All บนเวทีมิสเวิลด์ และตลอดที่ได้ทำกิจกรรม เรารู้สึกว่ามันสำเร็จแค่ไหน กับการที่เราได้บอกโครงการที่เราตั้งใจ ?

“รู้สึกดีมากๆ ค่ะ รู้สึกประสบความสำเร็จที่โครงการ Love for All ได้ไปสู่ชาวโลก ทุกคนได้รู้ถึงศักยภาพของเด็กออทิสติก ทั้งโลกรู้แล้วว่าเด็กออทิสติกต้องมีที่ยืนในสังคม และก็จะทำงานต่อไป เพื่อให้น้องๆ เขามีที่ยืนอย่างมั่นคงค่ะ”

มีฟีดแบคยังไงบ้าง พอพูดเรื่องนี้ออกไป ?

“มี 2-3 คนนะคะ ที่ทำงานกับเด็กออทิสติกที่อยู่ในกองประกวดมิสเวิลด์ เช่น อินโดนีเซีย และบังกลาเทศ เราก็ได้แชร์ไอเดียกัน เขาก็ถามว่าสอนภาษาอังกฤษ สอนน้องๆ ยังไง และนิโคลก็ได้ถ่ายทอดประสบการณ์จากเขา สอนดนตรี ใช้ดนตรีในการช่วยน้อง เราได้แชร์ประสบการณ์ข้ามประเทศกัน และเขาก็อาจจะมาเมืองไทยด้วย มาช่วยในเรื่องนี้ เราก็รู้สึกภูมิใจว่าเราได้เอาคนอื่นเข้ามาในโครงการของเราด้วย ทำให้โครงการของเราแข็งแรงขึ้นค่ะ”

สุดท้าย อยากขอบคุณใครที่สุด

“อยากขอบคุณคุณแม่ค่ะ เพราะแม่อยู่เบื้องหลังทุกๆ อย่าง ทุกเข็มกลัดที่แม่ติดให้อยู่บนชุดนิโคล นิโคลรู้สึกว่านิโคลโชคดีมากๆ ที่มีแม่อยู่ข้างๆ รักแม่นะคะ”

ขแบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *